edit @ 5 Dec 2008 22:23:31 by poky

การวางแผนครอบครัว

posted on 02 Dec 2008 10:02 by pongsiri116  in com

 

 การวางแผนครอบครัว (Family planning)

      การที่บุคคลหรือคู่สมรสวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อมีบุตรในช่วงเวลาที่ต้องการ หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนา เว้นช่วงเวลาการมีบุตรให้เหมาะสมกับอายุและสุขภาพของร่างกาย มีบุตรจำนวนพอเหมาะ ทั้งนี้เพื่อให้มารดาและบุตรที่เกิดมามีสุขภาพดี ได้รับการเลี้ยงดูอบรมให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติอีกด้วย

ประโยชน์ของการวางแผนครอบครัว

ประโยชน์ของการวางแผนครอบรัวต่อมารดา

1. ช่วยลดอัตราตายของมารดาเนื่องจากการตั้งครรภ์ เช่น การตกเลือด การติดเชื้อโรค ครรภ์เป็นพิษ และอื่น

2. ช่วยลดอัตราการทำแท้ง และป้องกันอันตรายจากการทำแท้งที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งการดูแลรักษา และการให้บริการคุมกำเนิดหลังแท้งบุตร

3. ป้องกันการตั้งครรภ์ในสตรีที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ อายุต่ำกว่า 16 ปี หรือมากกว่า 35 ปีมีบุตรเกิน 4 คน มีโรคเรื้อรังทางอายุรกรรม เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน รวมทั้งผู้ที่มีประวัติคลอดยาก เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ตัวเตี้ยหรืออ้วนผิดปกติ หรือกระดูกเชิงกรานผิดปกติ เป็นต้น

4. ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ถี่และมากครั้งเกินไป

5. ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางในเด็กซึ่งเกิดจากการแท้ง การคลอด และผลการตกเลือดก่อนหรือหลังคลอด

6. ช่วยลดอันตรายจากการคลอด เช่น ปากมดลูกเป็นแผล กระบังลมหย่อน มดลูกเคลื่อนและอาการแทรกซ้อนหรืออันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะ และทวารหนัก เป็นต้น

7. ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง โดยเฉพาะการใช้ถุงยางอนามัย นอกจากนี้การคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน หมวกยางครอบปากมดลูก และยาฆ่าเชื้ออสุจิ อาจช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ และถ้ามีอาการอักเสบเกิดขึ้น ก็จะได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง ทำให้หายขาดได้ ช่วยลดปัญหาการมีบุตรยาก

8. ลดความวิตกกังวลจากการตั้งครรภ์ที่ไม่ต้องการ สุขภาพทั่วไปและสุขภาพจิตดีขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ความสุขทางเพศสัมพันธ์ดีขึ้น

9. มีผลพลอยได้ (non – contraceptive health benefit) ต่าง และได้รับบริการตรวจสุขภาพอื่น เช่น วัดความดันโลหิต ตรวจและสอนตรวจเต้านม ตรวจภายใน ตรวจเซลล์มะเร็งปากมดลูกตรวจเลือด/ปัสสาวะ และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงสามารถพบภาวะผิดปกติต่าง และให้การดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

 

ประโยชน์ของการวางแผนครอบครัวต่อบิดา

1. ลดภาระของบิดาในความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าครอบครัวไม่เคร่งเครียด มีเวลาพักผ่อน ทำให้สุขภาพจิตของบิดา มารดาและบุตรดีขึ้น

2. มีผลทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดาและบุตร การมีบุตรจำนวนพอเหมาะจะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุตรก็จะดีด้วย 

ประโยชน์ของการวางแผนครอบครัวต่อบุตร

1. ช่วยให้บิดา มารดาเลือกเวลามีบุตรในเวลาที่ต้องการ มีความพร้อมในทุกด้าน จึงสามารถเลี้ยงบุตรอย่างดี ให้ความรักและความอบอุ่นได้เต็มที่ มีผลดีต่อการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของบุตร

2. ลดอัตราตายของเด็ก โดยการเว้นระยะการมีบุตรได้มากกว่า 2 ปี จะช่วยลดอัตราตายของเด็กได้มาก

3. ลดอันตราย หรืออัตราตายของเด็กที่เกิดจากมารดาที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเด็กที่คลอดมักจะมีสุขภาพไม่แข็งแรง

4. ป้องกันการมีบุตรในช่วงอายุที่ไม่เหมาะสม

 

 

edit @ 4 Dec 2008 23:50:55 by poky

การคุมกำเนิด

posted on 02 Dec 2008 09:54 by pongsiri116  in com

          

 

 การคุมกำเนิด (Contraception)

 

 

           การป้องกันการปฏิสนธิ หรือการป้องกันการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิดได้วิวัฒนาการมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยได้ทำการศึกษา ค้นคว้าและวิจัยหาวิธีใหม่ ที่คาดว่าจะมีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้น วิธีการคุมกำเนิดที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้ 

1. มีประสิทธิภาพ (effective) สูงในการป้องกันการตั้งครรภ์

2. ปลอดภัย (safe) ไม่มีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง และไม่มีอันตรายแม้จะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

3. ภาวะเจริญพันธุ์ภายหลังคุมกำเนิด (return of fertility) ในกรณีที่เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เมื่อเลิกใช้แล้วต้องมีการเจริญพันธุ์ดีเหมือนเดิม

4. ใช้ได้ง่าย (simple) สะดวกในทางปฏิบัติและในการให้บริการ 

 

ประโยชน์ของการคุมกำเนิด 

1. สามารถเลือกมีบุตรได้ตามเวลาที่ต้องการ สำหรับคู่สมรสที่อายุน้อย เศรษฐานะไม่ดีก็จะมีเวลาปรับตัวก่อนที่จะมีบุตร หากตั้งครรภ์ทันทีหลังการแต่งงานจะทำให้ความสุขที่ควรจะได้จากระยะแรกของการสมรสเสียไป ในระยะที่ครอบครัวกำลังยากจนก็จะเป็นภาระต่อครอบครัวในภายหลัง หรือการเตรียมตัวไปทำงานต่างประเทศ การคุมกำเนิดจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

2. เพื่อเว้นระยะการตั้งครรภ์ให้มีระยะเวลาห่างพอสมควร และไม่ให้เป็นภาระต่อครอบครัวที่จะเลี้ยงดูบุตรที่เกิดมาติด กัน

3. เพื่อจำกัดจำนวนของบุตรให้เหมาะสมกับฐานะของครอบครัว บุตรจะได้รับการเลี้ยงดูและมีการศึกษาที่ดี เป็นผลดีต่อประเทศชาติเนื่องจากประชากรมีคุณภาพ

4. ใช้เนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ ในกรณีที่มารดามีโรคที่เป็นข้อห้ามในการตั้งครรภ์เช่น วัณโรค โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน และโรคเอดส์ เป็นต้น ซึ่งหากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น อาจทำให้อาการรุนแรงถึงแก่ชีวิตทั้งมารดาและทารกได้

5. เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ (acceptable)

6. ราคาถูก (inexpensive)

 

edit @ 4 Dec 2008 23:53:55 by poky

ยาเม็ดคุมกำเนิด

posted on 02 Dec 2008 09:44 by pongsiri116  in com

 ยาเม็ดคุมกำเนิด(Combined Oral Contraceptive Pill: COCP หรือ "the Pill")

 

          เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ฝ่ายหญิงใช้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เป็นฮอร์โมนที่ทำเลียนแบบฮอร์โมนที่อยู่ในร่างของผู้หญิง คือ เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน บางชนิดจะมีฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่จะมีทั้ง 2 อย่าง เรียกว่า ชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งนิยมใช้มากกว่า ส่วนใหญ่จะมีฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดเท่ากันทุกเม็ดในหนึ่งชุด (21-22 เม็ด) กินทุกวันติดต่อกัน แล้วหยุด 6 หรือ 7 วัน มีจำหน่ายในบ้านเรามากกว่า 10 ยี่ห้อ บางชนิดจะเพิ่มยาบำรุงหรือแป้งอีก 7 เม็ด เพื่อให้กินทุกวันโดยไม่ต้องหยุด บางชนิดมีขนาดฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดไม่เท่ากัน โดยทำเป็นสีแตกต่างกัน เป็น 2 หรือ 3 ระยะในหนึ่งชุด เช่น ถ้าเป็น 2 ระยะทำเป็น 2 สี คือ 7 เม็ด และ 15 เม็ด รวมเป็น 22 เม็ด ถ้าเป็น 3 ระยะจะทำเป็น 3 สี คือ 6 เม็ด 5 เม็ด และ 10 เม็ด รวมเป็น 21 เม็ด ทั้งนี้โดยมุ่งหวังที่จะให้มีขนาดของฮอร์โมนน้อยที่สุด ใกล้เคียงกับการหลั่งฮอร์โมนตามธรรมชาติ โดยยังมีผลในการคุมกำเนิดได้ดี และมีอาการข้างเคียงน้อย



 

      ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

         ยาแต่ละเม็ดมีฮอร์โมนเอสโตเจน และโปรเจสโคเจนเป็นส่วนประกอบ มีทั้งชนิด 21,22 และ 28 เม็ดตัวยา 7 เม็ดที่เพิ่มขึ้นจะเป็นเม็ดแป้งไม่มีฮอร์โมน
ยาเม็ดคุมกำเนิดในกลุ่มนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

    1. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนระดับเดียว

        ยาเม็ดทุกเม็ดมีปริมาณตัวยาฮอร์โมนรวมเท่ากัน ปัจจุบันนิยมใช้ชนิดที่มีเอสโตเจนต่ำๆคือ 20-30 ไมโครกรัม ส่วนโปรเจสโตเจนที่ใช้มีหลายชนิดและยังคงมีการพัฒนาเพื่อหาฮอร์โมนชนิดใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพสูง และผลข้างเคียงต่ำยาคุมชนิดนี้ไม่ควรใช้ในคนที่ให้นมบุตรเพราะจะทำให้น้ำนมน้อย

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนหลายระดับ

       ยาแต่ละเม็ดจะมีฮอร์โมนไม่เท่ากัน ปริมาณยามีหลายระดับเลียนแบบการหลังฮอร์โมนตามธรรมชาติซึ่งทำให้ผลข้างเคียงของยาลดลง

ยาเม็ดคุมกำเนิดทีมีเฉพาะโปรเจสโตเจน

          เป็นยาคุมกำเนิดที่มีแต่ progestin อย่างเดียวจึงลดผลข้างเคียงของยา ยานี้อาจจะเรียก mini-pill กลไกการออกฤทธิ์ของยาคือจะทำให้เมือกที่ปากมดลูกเหนียวเชื้อ sperm ผ่านไปยาก และทำให้เยื่อบุมดลูกไม่เหมาะในการฝังตัว เป็นยาที่มีฮอร์โมนในขนาดน้อยจัดทำเป็นแผง 28 เม็ดยาทุกเม็ดมีตัวยาเหมือนกัน การกินยาให้เริ่มกินวันแรกของรอบเดือนและกินยาต่อเนื่องทุกวันโดยไม่ต้องหยุดยา เมื่อหมดแผงให้เริ่มแผงใหม่ทันที 

ข้อดีของยาชนิดนี้  

  • ยานี้มีประโยชน์ ในผู้ที่ไม่สามารถทนอาการข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เช่นคลื่นไส้อาเจียน แต่ว่าประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะต่ำ
    กว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม
  • สามารถใช้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
  • ใช้ในคนให้นมบุตรได้เนื่องจากไม่ได้ลดน้ำนม
  • มีความปลอดภัยมากกว่าชนิดฮอร์โมนรวมเมื่อใช้ในภาวะที่มีความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หรือคนอ้วน

ข้อด้อยของยาคุมชนิดนี้  

  • อาจจะมีเลือดออกกะปริดกะปอยในช่วงแรกของการใช้ยา อาจจะเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดเป็นวิธีอื่น
  • น้ำหนักเพิ่ม คัดเต้านม
  • ยานี้ต้องรับประทานครบเดือนก่อนจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดังนั้นในเดือนแรกต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย
  • ยาคุมนี้ต้องรับประทานให้ตรงเวลา หากคลาดเคลื่อนไป 3 ชั่วโมงควรใช้การคุมกำเนิดอย่างอื่นเช่นถุงยางอนามัย รอจนรอบหน้า
  • หากลืมรับประทานยาแม้เพียงวันเดียวก็ควรใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่น

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดใช้หลังร่วมเพศ

        ยาชนิดนี้นิยมใช้ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันล่วงหน้า โดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบผลข้างเคียงของยา ยากลุ่มนี้มีทั้งแบบฮอร์โมนชนิดเดียวและชนิดฮอร์โมนรวม โดยแต่ละชนิดจะมีวิธีกินต่างกัน ส่วนมากนิยมใช้ชนิดที่กินหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที เพราะใช้ง่าย แต่เนื่องจากยามีฮอร์โมนขนาดสูงมากจึงเกิดอาการข้างเคียงสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดอื่น ผู้ใช้จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก มีเลือดออกผิดปกติ ผลของการป้องกันตั้งครรภ์ยังต่ำกว่าการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวม ถ้าผิดพลาดอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ได้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย หรือใช้ในกรณีที่ถูกข่มขืน

ผู้ที่ห้ามใช้ยาคุมกำเนิด

        ผลของฮอร์โมนจะออกฤทธิ์ตามอวัยวะต่างๆหลายแห่ง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อผุ้ใช้บางกลุ่มที่มีโรคประจำตัวภาวะที่ห้ามใช้และควรหลีกเลี่ยงได้แก่

  •  
    • มะเร็งของอวัยวะภายในของผู้หญิง และมะเร็งเต้านม
    • โรคตับเฉียบพลันหรือตับทำงานผิดปกติ
    • โรคของถุงน้ำดี
    • มีเลือดออกโพรงมดลูก
    • เคยหรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ความดันโลหิตสูง
    • สงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์
    • โรคลมชัก
    • โรคเบาหวาน
    • อายุมากกว่า 40 ปี หรือมากกว่า 35 ปีที่อ้วน มีไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่จัด ถ้าหากท่านมีหลายปัจจัยเสี่ยงและรับประทานยาคุมกำเนิดโอกาส
      ที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนก็จะมีสูงขึ้น
    • มีระดูน้อย หรือขาดระดู
    • ปวดศีรษะบ่อย หรือเป็นไมเก

 อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิด

         ผลข้างเคียงที่พบได้คือ น้ำหนักตัวเพิ่ม สิว ฝ้า ผมร่วง ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้จะเป็นในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่หายได้เอง  

  • อาการคลื่นไส้อาเจียน มักพบช่วงแรกของการใช้ยา แก้ไขโดยให้กินยาคุมหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน แต่ถ้ามีอาการมากหรือเป้นอยู่นาน
    ควรปรึกษาแพทย์ แต่ถ้าใช้ระยะแรกไม่เกิดแล้วมาเกิดภายหลังอาจจะเกิดจากการตั้งครรภ์หรือโรคอื่น ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
  • อาการเจ็บคัดเต้านม พบในระยะแรกของการรับประทานยา ซึ่งจะลดลงหรือหายไปในเวลาต่อมา
  • เลือดออกกะปริดกะปรอย มักพบในระยะแรก หรือผู้ที่ลืมกินยาบ่อยแก้ไขโดยการกินยาอย่างสม่ำเสมอ
  • ยาคุมกำเนิดจะทำให้ประจำเดือนมาน้อยลง ปวดประจำเดือนน้อยลง และป้องกัน cyst และเนื้องอกที่รังไข่และมดลูก
  • การขาดระดูระหว่างการใช้ยา ควรตรวจให้แน่ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์

 

ข้อระวังเมื่อใช้ยาคุมกำเนิด

หากท่านที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและเกิดอาการเหล่านี้ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์   

  • มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง  
  • ตัวเหลืองตาเหลือง
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง จะเป็นลม เวียนศีรษะ
  • ความดันโลหิตสูง
  • มีอาการปวดและบวมเท้า และน่องให้สงสัยว่าเกิด ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
  • ปวดตา ตาพร่า เห็นแสงวูบวาบให้สงสัยว่ายาคุมกำเนิดทำให้ ไมเกรน เป็นมากขึ้น
  • มีอาการปวดหน้าอกและหายใจหอบ
  • มีอาการซึมเศร้า

edit @ 5 Dec 2008 00:02:54 by poky

ยาฝังคุมกำเนิด

posted on 02 Dec 2008 09:30 by pongsiri116  in com

ยาฝังคุมกำเนิด (Contraceptive implants) 

 

 

 

        ยาฝังคุมกำเนิด เป็นยาคุมกำเนิดชั่วคราวที่มีตัวยาเช่นเดียวกับยาฉีดคุมกำเนิด คือเป็นฮอร์โมน progesterone สังเคราะห์ นำมาใช้ในลักษณะเป็นผงบรรจุในหลอดไซลาสติค (silastic)แล้วนำมาฝังใต้ผิวหนังแล้ว progesterone สังเคราะห์นั้น ก็จะกระจายออกเข้าสู่กระแสโลหิตในอัตราค่อนข้างจะคงที่ สามารถออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ได้นาน 1 – 5 ปี ตามชนิดของยาฝังคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมน progestogen ชนิด Levonorgestrel (LNG) ใช้ได้ผลดีที่สุด

 

ชนิดของยาฝังคุมกำเนิด
1. ชนิดไม่สลายตัว (non-biodegradable)
2. ชนิดสลายตัว (biodegradable)
1. ยาฝังคุมกำเนิดชนิดไม่สลายตัว
ยาฝังคุมกำเนิดชนิดไม่สลายตัวจะมีฮอร์โมนสังเคราะห์บรรจุในหลอด (capsule) หรือฝังรวมอยู่เป็นแห่ง (rod) เมื่อครบกำหนดอายุการใช้แล้วไม่สลายตัวจึงต้องเอาออก ปัจจุบันมีใช้และกำลังศึกษาผลการใช้แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
1.1 ยาฝังคุมกำเนิดที่นำมาใช้ในยุคแรก (first generation) คือ Norplant-6
1.2 ยาฝังคุมกำเนิดยุคที่สอง (second generation) ได้แก่ ยาฝังคุมกำเนิด Norplant-2 ซึ่งมี 2 แท่ง และยาฝังคุมกำเนิดที่มีเพียง 1 หลอด เช่น Implanon, Uniplant เป็นต้น
  • 2. ยาฝังคุมกำเนิดชนิดสลายตัว
ยาฝังคุมกำเนิดชนิดสลายตัวเป็นยาฝังบรรจุฮอร์โมนสังเคราะห์ให้กระจายออกเข้าสู่กระแสเลือด แล้วหลอดที่ฝังค่อยๆ สลายตัวไปโดยไม่ต้องเอาออก ปัจจุบันกำลังมีการศึกษาวิจัยอยู่ 2 ชนิด คือ Capronor ,Norethindrone pellets
   
 ข้อดีของยาฝังคุมกำเนิด
1. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูง
2. สะดวก เมื่อใช้ยาฝังคุมกำเนิดแล้วไม่ต้องกังวลในเรื่องการตรวจการใช้ทุกวัน เหมือนอย่างวิธีรับประทานยาคุมกำเนิด
3. อาการข้างเคียงน้อย โดยเฉพาะไม่มีอาการข้างเคียงจาก estrogen
4. ใช้ได้นาน ยาฝังคุมกำเนิดชนิด Norplant-6 หลอดจะใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้นาน 5 ปี ส่วน Jadelle และ Implanon ใช้ได้นาน 3 ปี
5. ฮอร์โมน LNG และ ENG ที่กระจายออกมา จะออกมาในระดับต่ำและคงที่ (zero order release) จึงไม่มีผลต่อการหลั่งของน้ำนม ไม่มีผลกระทบต่อ metabolism ต่างๆ ของร่างกายคล้ายยาคุมกำเนิดชนิด microdose หรือ minipills
6. ฮอร์โมน LNG และ ENG เป็นฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมายได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนที่ตับ จึงไม่ทำให้หน้าที่การทำงานของตับเปลี่ยนแปลง
7. มีผลพลอยได้อื่นจากผลการใช้ progestogen เช่น ผลดีต่อภาวะโลหิตจาง, ป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูก น่าจะป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และทำให้อาการปวดระดูลดลง เป็นต้น
8. อัตราการคงใช้สูง
9. สามารถใช้คุมกำเนิดแก่ผู้ติดเชื้อ HIV ได้ ในรายที่ไม่ต้องการทำหมัน
10. ภาวะการเจริญพันธุ์ภายหลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิดกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็ว เนื่องจากมีฮอร์โมนกระจายออกในปริมาณน้อยและไม่มีการสะสมในร่างกาย

 
ข้อเสียของการใช้ยาฝังคุมกำเนิด
1. ผู้ให้บริการ การให้บริการมีข้อจำกัดเฉพาะบุคลากรสาธารณสุขที่ผ่านการฝึกอบรมเท่านั้น โดยเฉพาะแพทย์ที่จะสามารถให้บริการได้ทั้งการใส่และถอด
2. เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ค่าใช้จ่ายของโครงการวางแผนครอบครัวยังสูงมาก
3. อาการข้างเคียงที่พบมาก ได้แก่ เลือดระดูผิดปกติ อาการอื่นๆ ที่พบได้แต่น้อยมาก เช่น การอักเสบ การหลุด คลำพบหรือเห็นยาฝังคุมกำเนิด กดเจ็บเป็นสิว และน้ำหนักเพิ่ม เป็นต้น

วิธีการฝังยาคุมกำเนิด Norplant
1. ให้คำปรึกษาแนะนำก่อนให้บริการ มีความสำคัญและจำเป็นมาก
2. ให้ผู้รับบริการนอนราบบนเตียงกางแขนที่ไม่ถนัด (แขนซ้ายถ้าถนัดขวา) ออกเหยียดตรงจากหัวไหล่ แล้วทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่นน้ำยา betadine บริเวณต้นแขนด้านในแล้วปิดบริเวณรอบๆ และรองใต้แขนด้วยผ้าปราศจากเชื้อ
3. เลือกบริเวณฝังยาคุมกำเนิดที่ท้องแขนด้านในเหนือข้อศอก 6-8 เซนติเมตร
4. ฉีดยาชาเฉพาะที่ เช่น 1% xylocaine หรือ 1% lidocaine ฉีดใต้ผิวหนังพอดี เป็นรูปพัดหรือรูปสามเหลี่ยมโดยแต่ละแนวยาว 4-4.5 เซนติเมตร
5. ใช้มีดปลายแหลมเจาะแผลขนาด 2 มิลลิเมตร ตรงบริเวณเหนือข้อศอก 6-8 เซนติเมตร
6. ใช้ trocar ซึ่งมีรอยบาก 2 รอย รอยบากแรกอยู่ใกล้โคน trocar เพื่อบอกระยะความลึกของ trocar ที่ผ่านเข้าใต้ผิวหนังก่อนใส่ยาฝังคุมกำเนิด รอยบากที่สองอยู่ใกล้ปลาย trocar เพื่อบอกระยะ trocar ที่ควรค้างไว้ใต้ผิวหนังผ่านเข้าระดับใต้ผิวหนังตื้นๆ จนถึงรอยบากแรกแสดงว่า trocar เข้าลึกไปจากปากแผลเท่าขนาดของยาฝังคุมกำเนิด ถ้าใส่ถูกต้องพอดีใต้ผิวหนังจะไม่ต้องใช้แรงดันมาก ถ้าต้องใช้แรงมากอาจแสดงว่าปลาย trocar แทงผ่านตื้นเกินไปจึงผ่านเข้าชั้นผิวหนัง ต้องดึง trocar ออกแล้วสอดเข้าใหม่จนถึงรอยบากแรก
7. การใส่หลอดยาเข้าไปใน trocar อาจทำได้ง่ายขึ้นโดยใช้ปากคีบไม่มีเขี้ยวช่วยบรรจุแล้วใช้แกนดัน (plunger) ดันหลอดยาเบาๆ จนถึงปลายสุด ซึ่งจะรู้สึกได้ว่ามีแรงต้านดันต่อไปไม่ได้
8. จับแกนดันไว้ให้คงที่แล้วถอย trocar ออกจนติดกับโคนของแกนดันแล้วค่อยๆ ถอยจะเห็นรอยบากที่สองอยู่ที่ระดับปากแผล ยาฝังคุมกำเนิดจะเลื่อนออกไปฝังใต้ผิวหนัง โดยมีระยะห่างจากปากแผลประมาณ 0.5 เซนติเมตร โดยปลาย trocar จะไม่ถอยพ้นรอยแผล
9. สอด trocar ในแนวใหม่ห่างจากเดิมประมาณ 15 องศา โดยใช้นิ้วคลำหลอดยาเดิมเป็นหลัก แล้วใส่ยาฝังคุมกำเนิดทีละหลอดจนครบ 6 หลอดเป็นรูปพัด
10. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดกดขอบแผลให้ติดกันแล้วปิดด้วยปลาสเตอร์ยา โดยไม่จำเป็นต้องเย็บแผล อาจรัดแผลด้วย elastic bandage ไว้ 12-14 ชั่วโมง เพื่อช่วยป้องกันเลือดออกและเขียวคล้ำ
วิธีการฝังยา Jadelle Implant
วิธีการฝังยาคุมกำเนิดชนิด 2 หลอด ก็เหมือนกับชนิด 6 หลอด มีข้อแตกต่างคือ จะใส่ได้เร็วกว่า และ Jadelle Implant จะบรรจุเป็น Sterile set มาพร้อม canula และ ใบมีด จึงใช้สะดวกกว่า
วิธีการฝังยา Implanon
ฝัง Implanon บริเวณท้องแขน 6-8 เซนติเมตร เหนือข้อศอก เมื่อทายาฆ่าเชื้อ ฉีดยาชาเฉพาะที่เล็กน้อยแล้วแทงหลอดเพื่อฝังยา canula ซึ่งเป็น Sterile set เข้าใต้ผิวหนัง ต่อมาหมุนแกน (obturator) 90 องศา แล้วจับไว้ให้แน่น ค่อยๆ ถอยหลังหลอดสำหรับฝังยาออก เพื่อให้หลอดบรรจุฮอร์โมน ENG อยู่ใต้ผิวหนัง

 
เวลาที่เหมาะสมสำหรับฝังยาคุมกำเนิด
1) ขณะไม่ตั้งครรภ์ควรฝังยาคุมกำเนิดภายใน 5 วันของรอบเดือน เพื่อจะได้แน่ใจว่าไม่ตั้งครรภ์
2) หลังคลอดบุตร
2.1 อาจฝังยาคุมกำเนิดทันทีหลังคลอด เนื่องจากผลการศึกษา ณ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่พบว่าทั้ง Norplant-6 และ Implanon มีผลกระทบต่อการหลั่งของน้ำนมและการเจริญเติบโตของเด็ก
2.2 ฝังยาคุมกำเนิดขณะมาตรวจหลังคลอด 4-6 สัปดาห์
3) หลังแท้งบุตร อาจให้บริการฝังยาคุมกำเนิดทันทีหลังแท้งหรือเมื่อมาตรวจติดตามหลังแท้ง 2-3 สัปดาห์

 
ข้อแนะนำเกี่ยวกับยาฝังคุมกำเนิด
1) ปิดแผลไว้ 3–5 วันหลังรับบริการ ไม่ควรให้แผลเปียกน้ำ ถอดผ้าพันแผลในวันที่ 3 ทำงานได้ตามปกติแต่ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนักด้วยแขนที่ฝังยาคุมกำเนิดประมาณ 1-7 วัน และควรหลีกเลี่ยงการถูกกระแทกอย่างรุนแรง
2) ครบ 7 วัน ควรกลับมาให้ตรวจซ้ำ เพื่อดูลักษณะการเรียงตัวของหลอดยาและตรวจความผิดปกติอื่นๆ เช่น การอักเสบ การเขียวคล้ำ การหลุด เป็นต้น
3) อาจมีอาการผิดปกติของเลือดระดู เช่น เลือดออกกะปริดกะปรอย ระดูมาไม่สม่ำเสมอ ระดูขาดได้ภายหลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิด
4) ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ระดูขาดและมีอาการของการตั้งครรภ์ แผลมีเลือดหรือน้ำเหลือง หรือหนองซึม บวมแดง หรือเห็นสีขาวโผล่ที่ปากแผล ต้องรีบพบแพทย์ทันที
5) ต้องเปลี่ยนยาฝังคุมกำเนิดตามกำหนดนัด
6) ตรวจติดตาม ตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจเซลล์มะเร็งปากมดลูก และตรวจเต้านมอย่างน้อยปีละครั้ง

 
อาการข้างเคียง อาการแทรกซ้อน ผลการใช้ติดต่อเป็นเวลานาน
ผู้ที่ฝังยาคุมกำเนิดจะมีอาการข้างเคียงคล้ายยาฉีดคุมกำเนิด จึงสามารถแบ่งออกเป็นอาการผิดปกติ ของเลือดระดู (menstrual side effect) และอาการผิดปกติอื่นๆ (non-mestrual side-effect)
1. อาการผิดปกติของเลือดระดู เป็นอาการที่พบได้บ่อย แบ่งออกเป็น
1.1 อาการเลือดออกกะปริดกะปรอย เลือดออกมากหรือมานาน
1.2 การไม่มีเลือดระดู
2. อาการข้างเคียงอื่นๆ
2.1 อาการผิดปกติบริเวณฝังยาคุมกำเนิด ได้แก่
  • ปวด
  • การอักเสบ
  • บวม ฟกช้ำ
  • การหลุด
  • คลำพบหลอดยาฝังคุมกำเนิด
2.2 อาการผิดปกติอื่นๆ เช่น
  • การเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิสม
  • ปวดศีรษะ
  • การเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก
  • การเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต
  • อาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น สิว
  • รังไข่โตขึ้นเนื่องจาก follicle ถูกกระตุ้นเป็นเวลานานโดยไม่มีการตกไข่ ซึ่งอาจโตได้ถึง 5-7 เซนติเมตร พบได้ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยใช้ยาฝัง Norplant-6 และจะหายไปหลังหยุดใส่ยาฝัง 1-2 เดือน
  • อาการผิดปกติอื่นๆ ที่พบได้น้อย เช่น การคัดตึงเต้านม แน่น อึดอัดหลัง คลื่นไส้ วิงเวียน
การป้องกันอาการข้างเคียง
1) ให้การปรึกษาอย่างดีก่อนให้บริการ
2) เลือกผู้รับบริการอย่างเหมาะสมและให้เลือกการฝังยาคุมกำเนิดด้วยตนเอง
3) ถ้ามีโอกาสควรให้คำปรึกษาสามีด้วยอาจทำให้ช่วยอธิบาย ให้ความเห็นใจ เวลามีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อการยอมรับและอัตราคงใช้
4) ระวังวิธีทำให้ปราศจากเชื้อและการป้องกันการติดเชื้อ/แพร่เชื้อ แบบ universal precaution
5) แนะนำการปฏิบัติตนในการดูแลบริเวณฝังยาหรือถอดยาฝังคุมกำเนิด เช่น ไม่ให้เปียกน้ำ สกปรก เป็นต้น
6) แนะนำว่าการใช้ยาบางชนิด เช่น rifampicin, barbiturates, phenytoin, phenylbutazone, carbamezapine griseofulvin เป็นต้น อาจทำให้ประสิทธิภาพของยาฝังคุมกำเนิดลดลงได้
 

edit @ 5 Dec 2008 00:08:56 by poky

ถุงยางอนามัย

posted on 02 Dec 2008 09:21 by pongsiri116  in com

 ถุงยางอนามัย(Condom)

 

                                                                         
 

        

    ถุงยางอนามัย เป็นถุงยางสำหรับใส่คลุมอวัยวะเพศขณะร่วมเพศ เพื่อป้องกันการหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปในช่องคลอด รวมทั้งเชื้อโรคต่าง ที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmittle infection)

 

ชนิดของถุงยางอนามัย

1. ถุงยางอนามัยบุรษ (Male condom)

2. ถุงยางอนามัยสตรี (Female condom)

 

ถุงยางอนามัยบุรษ (Male condom)

วิธีเลือกถุงยางอนามัยบุรุษ

1. สารหล่อลื่น ถุงยางอนามัยชนิดที่มีสารหล่อลื่นอยู่ด้วย จะไม่แตกง่ายเหมือนกับชนิดที่ไม่มีสารหล่อลื่น และทำให้ไม่รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ สารหล่อลื่นที่ใช้กับถุงยางอนามัยจะมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำ (water base) หรือซิลิโคน (silicone base)

2. สารฆ่าเชื้ออสุจิ ถุงยางอนามัยบางชนิดเคลือบด้วยสารฆ่าเชื้ออสุจิในกรณีถุงยางแตกหรือรั่ว สารที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ Nonoxynol – 9 สารนี้จะฆ่าตัวอสุจิโดยการทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของตัวอสุจิชำรุดเกิดการรั่วไหลของส่วนประกอบภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ตาย อีกทั้งยังสามารถฆ่าเชื้อเอดส์ได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีบางรายพบว่าถุงยางอนามัยที่มีสาร Nonoxynol – 9 ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อบุผิวของอวัยวะเพศได้

3. รูปร่างของส่วนปลาย ถุงยางอนามัยแบบที่มีส่วนปลายเป็นกระเปาะยื่นออกมาเล็กน้อยบริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่รองรับน้ำอสุจิไว้หลังจากสิ้นสุดการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนถุงยางอนามัยชนิดปลายเรียบมน เวลาใช้สามารถทำให้เกิดเป็นกระเปาะ (reservoir) ได้โดยเหลือส่วนปลายไว้ครึ่งนิ้วเมื่อสวมถุงยางอนามัย

4. สี กลิ่นและรสของถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยบางชนิดชโลมสารหล่อลื่นที่มีกลิ่นและรสต่าง ๆ ดังนั้น จึงสามารถเลือกชนิดที่ชอบได้ ถุงยางบางชนิดใส่น้ำหอมไว้ด้วย ซึ่งคนใช้ที่แพ้น้ำหอมควรระมัดระวัง ถุงยางอนามัยมาตรฐานโดยทั่ว ๆ ไป สีมักไม่ตก

5. เลือกใช้ถุงยางอนามัยที่ดี และมีคุณภาพ โดยดุวันผลิตที่พิมพ์อยู่ข้างซอง อายุของถุงยางอนามัยและการเก็บรักษา จะมีอายุประมาณ 5 ปี และจะเริ่มต้นเสื่อมสภาพไปอย่างช้า ๆ หลังจากผลิต 2 ปีครึ่ง สิ่งที่ทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติคือ ความร้อน แสงสว่าง และการดึงรั้งดังนั้นอย่าวางถุงยางอนามัยให้ถูกแสงแดด และอย่าเก็บถุงยางอนามัยไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพราะหากมีการกดทับ อาจทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้

 

วิธีใช้ถุงยางอนามัยบุรุษ

 

1. ฉีกมุมซอง ดึงถุงยางออกอย่างระมัดระวัง เพราะถุงยางอาจขาดได้จากการฉีกซอง หรือถูกเล็บมือขณะฉีก อย่าทดสอบถุงยางก่อนใช้โดยการเป่าลมเข้าไปดู หรือดึงดู และสวมถุงยางเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่

2. จับถุงยางให้วงแหวนรอยม้วนอยู่ด้านนอกของถุงยาง คลี่ถุงยางออกมาประมาณ 1 – 2เซนติเมตร 

3. ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบปลายกระเปาะ เพื่อไล่อากาศและเว้นที่ไว้สำหรับเก็บน้ำอสุจิและลดการแตกของถุงยาง

4. ใช้มืออีกข้างหนึ่งรูดถุงยางอนามัยจนคลุมองคชาต

5. ถุงยางอนามัยที่ไม่มีสารหล่อลื่น ควรใส่สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมเป็นน้ำ เช่น K – Yjelly บริเวณส่วนปลายของถุงยางอนามัยเล็กน้อย เพื่อทำให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้น ขณะใช้โดยไม่ทำให้ถุงยางลื่นหลุดออกได้ง่ายขณะสวมถุงยางอนามัย ห้ามใช้สารหล่อลื่นที่ทำมาจากน้ำมันโดยเด็ดขาดผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากน้ำมัน เช่น วาสลิน น้ำยานวดตัว โลชั่นทาผิว น้ำมันพืช เพราะจะทำให้ทำลายคุณภาพของถุงยางขณะใช้

6. หลังมีเพศสัมพันธ์เสร็จ ควรถอดถุงยางทันทีก่อนที่องคชาตจะอ่อนตัว โดยการจับที่ขอบถุงยางให้ชิดโคนองคชาต หรือใช้กระดาษชำระหุ้มรอบโคนแล้วถอดออก ระวังอย่าให้น้ำอสุจิไหลเปรอะเปื้อนช่องคลอด ถ้าพบว่าถุงยางรั่ว จะต้องใช้ครีมหรือเยลลี่ฆ่าตัวอสุจิใส่ในช่องคลอดทันทีหรือใช้ postcoital contraception ร่วมด้วย

7. ถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว ควรทิ้งในถุงขยะหรือนำไปเผา ไม่ควรทิ้งลงในโถส้วม เพราะถุงยางไม่สลายตัว

ข้อดีของถุงยางอนามัยบุรุษ

1. ถุงยางอนามัยบุรุษนอกจากใช้คุมกำเนิดแล้ว ยังใช้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะโรคเอดส์ได้ไปพร้อมกัน

2. ใช้ได้เองโดยไม่ต้องปรึกษาแพทย์

3. พกสะดวก น้ำหนักเบา หาได้ง่าย ใช้เสร็จแล้วทิ้งได้เลย

4. ปลอดภัย ไม่เกิดอาการแทรกซ้อนต่อระบบอวัยวะต่าง ๆ ของผู้ใช้

5. เห็นผลและมั่นใจในประสิทธิภาพของการป้องกันได้ทันที

6. เป็นอุปกรณ์ที่กำหนดมาตรฐานไว้ให้มีประสิทธิภาพสูง ถ้าปฏิบัติถูกวิธีจะได้ผลดีมาก

7. เป็นอุปกรณ์ที่ฝ่ายชายเป็นผู้มีบทบาทในการคุมกำเนิด

8. ช่วยยืดระยะเวลาหลั่งน้ำอสุจิของฝ่ายชายออกไปได้

9. ไม่มีผลต่อการเจริญพันธุ์เมื่อเลิกใช้ แต่กลับมีผลดีต่อฝ่ายหญิงที่มีภูมิต้านทานต่อต้านตัวอสุจิ

ข้อเสียของถุงยางอนามัยบุรุษ

1. เกิดความล้มเหลวในการใช้ถุงยางอนามัยได้สูง หากผู้ใช้ใช้ไม่ถูกต้อง ขาดความตั้งใจและใช้ไม่สม่ำเสมอ

2. ถ้าใช้เป็นเวลานาน อาจทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกระคายเคืองหรือเจ็บช่องคลอดได้

3. มีอาการข้างเคียง เช่น อาจมีอาการระคายเคืองเฉพาะที่ ซึ่งช่วยได้ดว้ ยการเลือกชนิดถุงยางอนามัยที่มีสารหล่อลื่น หรือใช้ K – Y jelly สำหรับหล่อลื่น ในบางรายอาจมีอาการแพ้ถุงยางอนามัย (allergic reaction) ได้ทั้งฝ่ายหญิงหรือชาย แต่พบน้อยมาก

4. เป็นภาระในการหาที่ทิ้งถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วให้เหมาะสม

 

ถุงยางอนามัยสตรี(Female condom)

 

ขั้นตอนการใส่ถุงยางอนามัยสตรีและการถอดออก

 

1. ล้างมือให้สะอาด

2. ผู้ใช้อยู่ในท่านอนหงายชันเข่าหรือท่านั่งยอง ๆ

3. เมื่อแกะถุงยางอนามัยสตรีออกจากซองให้ตรวจดูว่าวงแหวนภายในอยู่ในก้นถุง

4. ใช้มือข้างที่ถนัดจับขอบในของถุงยาง จากภายนอกของถุงยาง ซึ่งอยู่บริเวณก้นถุงด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลาง บีบเข้าหากันเป็นรูปวงรีแคบ ขณะเดียวกันให้วางนิ้วชี้ทาบไปบนวงแหวนระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลาง เพื่อช่วยให้การสอดเข้าช่องคลอด โดยที่ปล่อยปลายเปิดซึ่งติดกับวงแหวนภายนอกให้ห้อยลง

5. ใช้มืออีกข้างหนึ่งแยกปากช่องคลอดให้เปิดออก จากนั้นสอดขอบในของถุงยางเข้าสู่ช่องคลอด 

6. ใช้นิ้วชี้ของมือข้างที่ถนัด สอดผ่านปลายเปิดขอบนอกถุงยางดันขอบในให้ตรงเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

7. เมื่อสอดใส่เสร็จขอบนอกจะอยู่ภายนอกช่องคลอด และจะห่างจากปากช่องคลอดประมาณ 1 นิ้ว เมื่อมีการร่วมเพศช่องคลอดจะยืดขยายตัว ทำให้ส่วนของถุงที่ยื่นออกมาหดสั้นลงจนขอบนอกชิดกับปากช่องคลอดได้

8. ในขณะสอดอวัยวะเพศชายเข้าช่องคลอด ฝ่ายหญิงอาจช่วยโดยใช้มือจับขอบนอกให้ชิดกับปากช่องคลอด เพื่อป้องกันการสอดเข้าด้านข้างของถุงยางอนามัยสตรี

9. หลังการร่วมเพศให้เอาถุงยางอนามัยสตรีออกจากช่องคลอดก่อนลุกนั่งหรือยืน โดยการบีบและหมุนขอบนอก เพื่อไม่ให้น้ำอสุจิไหลออกทางปลายเปิด จากนั้นดึงออกจากช่องคลอดอย่างนุ่มนวล ตรวจดูสภาพของถุงยางอนามัยสตรีว่าไม่มีรอยชำรุด แล้วจึงทิ้งถังขยะให้มิดชิด ห้ามนำกลับมาใช้ใหม่

10. ถ้ามีการร่วมเพศซ้ำ ต้องใช้ถุงยางอนามัยอันใหม่

 

ข้อดีของถุงยางอนามัยสตรี

 1. สามารถซื้อได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องปรึกษาแพทย์

2. ไม่ต้องใช้ร่วมกับยาฆ่าตัวอสุจิ

3. สามารถใช้ได้ขณะมีระดู

4. ไม่สัมผัสกับน้ำอสุจิ

5. มีความทนทานกว่าถุงยางอนามัยบุรุษ จึงทำให้ไม่ฉีกขาดง่ายขณะร่วมเพศ

6. ให้ความรู้สึกสัมผัสขณะมีเพศสัมพันธ์ดีกว่าถุงยางอนามัยบุรุษ

7. หลังการร่วมเพศแล้ว ฝ่ายชายไม่จำเป็นต้องรีบถอนอวัยวะเพศออก เพื่อถอดถุงยางอนามัยทันที

8. ขนาดความกว้างของถุงยางอนามัยสตรี เพียงขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน จึงไม่จำเป็นต้องผลิตหลาย ๆ ขนาด

ข้อเสียของถุงยางอนามัยสตรี

1. การสอดใส่ถุงยางอนามัยเข้าไปในช่องคลอดเป็นเรื่องที่ผู้หญิงบางคนยอมรับไม่ได้โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุน้อย

2. รูปลักษณะของอุปกรณ์เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่จะใช้งาน อาจดูน่าเกลียด สำหรับผู้ใช้บางราย และอาจทำให้เสียความรู้สึก

3. อวัยวะเพศชาย อาจสอดเข้าผิดตำแหน่งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา

4. หาที่ทิ้งยาก เนื่องจากมีขนาดค่อนข้างใหญ่

5. ไม่สลายตัวตามธรรมชาติ

6. ผู้ใช้บางราย อาจมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

7. มีราคาแพงกว่าถุงยางอนามัยบุรุษ

edit @ 5 Dec 2008 00:14:59 by poky

ห่วงอนามัย

posted on 02 Dec 2008 09:07 by pongsiri116  in com

 ห่วงอนามัย (Intrauterine contraceptive devices : IUDs)

          

 

       ห่วงอนามัยคืออุปกรณ์ป้องกันการตั้งครรภ์ที่สอดผ่านช่องคลอดเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูก  ห่วงอนามัยที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือแกนรูปตัว T และแกนรูปสมอเรือ ห่วงอนามัยทุกชนิดมีสายไนล่อนเล็กผูกไว้ที่ปลายล่างเพื่อความสะดวกในการตรวจห่วงอนามัยด้วยตนเอง  ห่วงอนามัยจะไม่เหมาะสำหรับผู้ยังไม่เคยมีบุตรแต่เหมาะสำหรับผู้มีบุตรแล้ว  และต้องการคุมกำเนิดเป็นเวลานานกว่าสองปีติดต่อกัน การใส่ห่วงอนามัยจะเหมาะที่สุด และหายห่วงเรื่องการตั้งครรภ์ในขณะนั้น  แต่เมื่อถอดห่วงอนามัยแล้วก็สามารถตั้งครรภ์ได้ทันที   

   ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใส่ห่วงอนามัย

         ห่วงอนามัยแต่ละชนิดมีอายุใช้งานแตกต่างกันออกไป โดยเฉลี่ยก็คือสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้นานระหว่าง 3-8 ปี การใส่ห่วงอนามัยต้องให้แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้ใส่ให้  การใส่ไม่มีข้อยุ่งยากใด ๆ ใช้เวลาในการใส่เพียง 5 นาทีเท่านั้น  เวลาที่เหมาะสมในการใส่คือขณะที่กำลังมีประจำเดือน หรือเมื่อประจำเดือนหมดใหม่ ๆ

       ก่อนใส่ห่วงอนามัย ต้องไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อตรวจร่างกายให้แน่ใจก่อนว่าคุณมีสุขภาพที่เหมาะสมที่จะใส่ห่วงอนามัยและเมื่อใส่ห่วงอนามัยแล้วแพทย์จะแนะนำวิธีการตรวจห่วงอนามัยให้ จนคุณสามารถตรวจห่วงอนามัยที่อยู่ในโพรงมดลูกด้วยตนเองว่าห่วงอนามัยยังอยู่หรือไม่ โดยไม่ต้องไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธาณสุขบ่อย ๆ   

 ผลดีของการใส่ห่วงอนามัย 
-  มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง
- ใส่แล้วมีผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที
-  สามารถตั้งครรภ์ได้อีกเมื่อต้องการ โดยถอดห่วงอนามัยออก

 

          หลังจากใส่ห่วงอนามัยแล้วคุณจะมีอาการเป็นปกติทุกอย่าง สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันทำการงานได้ตามปกติรวมทั้งไม่รบกวนต่อการร่วมเพศ  ผลดีของการใส่ห่วงอนามัยมีหลายประการอาทิเช่น

  - ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ผลสูงถึง 97%
  - ใส่ครั้งเดียวคุมกำเนิดได้นาน 3-8 ปี
  - ไม่ทำให้การร่วมเพศเปลี่ยนไปจากเดิม
  - มีลูกได้อีกเมื่อต้องการโดยถอดห่วงออก
  - สามารถกำหนดระยะเวลาการตั้งครรภ์ได้แน่นอนกว่า
 

- ไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนใด ๆ

 

   อาการข้างเคียงของห่วงอนามัย
•  อาจมีเลือดออกกะปริบกระปรอย หรือมากกว่าปกติในช่วงแรก
•  ปวดท้องน้อยคล้ายมีประจำเดือน
•  มีการติดเชื้อในอัวยวะสืบพันธุ์ได้ง่าย
•  มีตกขาว

 

 

ข้อควรระวัง 

      1. ไปให้แพทย์ตรวจตามกำหนดทุกครั้ง
  2. ต้องไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เมื่อตรวจห่วงอนามัยที่หมดอายุแล้วและใส่อันใหม่แทน
  3. ต้องไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข  เพื่อถอดห่วงอนามัยที่หมดอายุแล้วและใส่อันใหม่แทน
  4. เมื่อต้องการเลิกคุมกำเนิดต้องไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อถอดห่วงอนามัยให้
 

5. เมื่อมีปัญหา หรือมีอาการผิดปกติหลังใส่ห่วงอนามัย ควรไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

 

edit @ 5 Dec 2008 00:21:16 by poky

 

 ยาคุมแผ่นแปะผิวหนัง (Transdermal patch female contraceptive) 

  

          เป็นยาคุมกำเนิดแบบใหม่ที่เพิ่งเข้านำเข้ามาใช้ในประเทศไทย มีประสิทธิภาพดีเทียบเท่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิด Combined pill โดยใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะสัปดาห์ละ1 แผ่น ในระหว่างที่ใช้แผ่นแปะ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ เช่น อาบน้ำ ว่ายน้ำ ออกกำลังกาย โดยไม่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา จึงเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ง่าย สะดวก ลดปัญหาการลืมทานยาเม็ด

 

วิธีการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะผิวหนัง

         ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะผิวหนัง ใน 1 กล่อง มีแผ่นแปะ 3 แผ่น ซึ่ง 3 แผ่นนี้จะใช้แปะผิวหนังใน 1 รอบเดือน (รอบเดือนปกติของสตรีจะมีระยะเวลาประมาณ 28 วัน หรือ 4 สัปดาห์) โดยใน แผ่นของยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะ จะแปะผิวหนังได้นาน 1 สัปดาห์ และต้องใช้ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ของรอบเดือน ส่วนสัปดาห์ที่ 4 เป็นช่วงที่ไม่มีการใช้ยา สรุป คือ ใน1 รอบเดือน ให้แปะแผ่นยาคุมกำเนิด 3 สัปดาห์ และหยุดแปะ 1 สัปดาห์

        เริ่มแปะแผ่นยาในวันแรกที่มีประจำเดือน โดยใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะในวันแรกที่รอบเดือนมา ซึ่งเริ่มใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดภายใน 24 ชั่วโมงในวันแรกที่รอบเดือนมา และนับวันที่แปะแผ่นคุมกำเนิดในวันนี้เป็นวันที่หนึ่งของการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งวันเปลี่ยนแผ่นยาจะตรงกับวันที่แปะแผ่นยาคุมกำเนิดวันนี้ในทุกสัปดาห์ และมีผลในการคุมกำเนิดทันที่ ไม่ต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วย

        เริ่มแปะแผ่นยาในวันอาทิตย์ ระหว่างสัปดาห์ที่มีประจำเดือนมา โดยเริ่มใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะในวันอาทิตย์ ส่วนรอบต่อไปก็เปลี่ยนแผ่นแปะทุกวันอาทิตย์ ทั้งนี้ในช่วง 7 วันแรก ควรใช้การคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย

        บริเวณที่เหมาะสมในการแปะแผ่นยาคุมกำเนิด คือ สะโพก หน้าท้อง ต้นแขนด้านนอก หรือ แผ่นหลังช่วงบน แต่ห้ามแปะบริเวณหน้าอก

 

ข้อควรปฏิบัติในกรณีลืมเปลี่ยนแผ่นยาคุมกำเนิด

• กรณีลืมเปลี่ยนแผ่นยาในสัปดาห์แรกของรอบเดือน ให้แปะยาแผ่นใหม่ทันที่ที่นึกขึ้นได้ วันเปลี่ยนแผ่นยาจะเปลี่ยนใหม่จะเป็นวันใหม่นี้แทน และต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นด้วย เช่น สวมถุงยางอนามัยใน 7 วันแรก

• กรณีลืมเปลี่ยนแผ่นยาในสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน

-หากลืมน้อยกว่า 48 ชั่วโมง ควรปฏิบัติดังนี้ แปะแผ่นยาใหม่ทันทีที่นึกได้ และวันเปลี่ยนแผ่นยาคงเป็นวันเดิม ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย

-หากลืมมากกว่า 48 ชั่วโมง ควรปฏิบัติดังนี้ แปะยาแผ่นใหม่ทันทีที่นึกขึ้นได้ ให้นับยาแผ่นใหม่ที่แปะนี้เป็นยาแผ่นแรกของรอบการใช้ยาแผ่นใหม่ทันที และต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น สวมถุงยางอนามันใน 7 วันแรก

 

ข้อควรปฏิบัติในกรณีแผ่นยาคุมกำเนิดหลุดลอก

-กรณีแผ่นยาหลุดน้อยกว่า 1 วัน แปะยาแผ่นใหม่ทันที แล้วเปลี่ยนแผ่นยาใหม่ในวันเปลี่ยนแผ่นยาตามกำหนด

-กรณีลืมแผ่นหลุดนานเกิน 1 วัน ผู้ใช้ควรหยุดรอบการนับการใช้แผ่นยาเดิม และให้เริ่มต้นการใช้แผ่นยาคุมกำเนิดรอบใหม่ทีนที และนับวันนี้เป็นวันแรกของการใช้รอบใหม่ และต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น สวมถุงยางอนามันใน 7 วันแรก

 

อาการอันไม่พึงประสงค์

- คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ

- อาจพบอาการคันเล็กน้อยในตำแหน่งที่แปะในแผ่นแรกของการใช้ยา ซึ่งอาการคันจะทุเลาลงใน 3-4 วัน

- อาจพบเลือกออกกะปริดกะปรอยได้ในรอบเดือนแรกของการใช้ยา

- ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดจะลดลง เมื่อใช้กับสตรีที่มีน้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม

edit @ 5 Dec 2008 00:26:46 by poky

การคุมกำเนิดถาวร

posted on 02 Dec 2008 08:56 by pongsiri116  in com

การคุมกำเนิดแบบถาวร (Permanent contraception) 

 

 

      

  เป็นการคุมกำเนิดซึ่งไม่สามารถมีบุตรได้อีก ซึ่งได้แก่ การทำหมัน (Sterilization) การคุมกำเนิดแบบถาวรเหมาะสมสำหรับครอบครัวที่มีบุตรเพียงพอ และยังสามารถช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว รวมทั้งช่วยลดอัตราการเพิ่มของประชาชน

 

การทำหมัน (Sterilization) 

 

        กรรมวิธีการคุมกำเนิดอย่างถาวรให้แก่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยการผ่าตัด ซึ่งสามารถทำได้ทั้งสองฝ่าย ได้แก่ การทำหมันชาย จะทำการผูกและตัดท่อนำอสุจิ ส่วนการทำหมันหญิง จะทำการผูกและตัดหลอดมดลูกหรือทำให้หลอดมดลูกตีบตันทำให้เกิดการเป็นหมัน ไม่สามารถตั้งครรภ์หรือมีบุตรได้อีกต่อไป

 

คุณลักษณะของผู้รับบริการทำหมัน

1. คู่สมรสที่มีบุตรเพียงพอแล้ว

2. ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคไตโรคเรื้อรังอื่น ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เนื่องจากการผ่าตัด

3. ไม่จำกัดอายุถ้ามีบุตรเพียงพอแล้ว

4. ได้รับคำแนะนำก่อนการตัดสินใจทำหมัน คือ

4.1 การทำหมันเป็นวิธีการคุมกำเนิดถาวร การแก้หมันไม่ใช่สิ่งที่อาจทำได้ รวมทั้งชี้แจงวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ด้วย ผู้รับบริการทำหมันต้องมีความสมัครใจและยอมรับแล้วเท่านั้น

4.2 ต้องมีคำอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากคู่สามีภรรยา ผู้แนะนำควรอธิบายเพื่อแก้ไขข้อข้องใจ แก้ข่าวลือ ขจัดความกลัวให้ความสนับสนุนด้านกำลังใจ เมื่อผู้รับบริการได้ตัดสินใจไปแล้ว

 

edit @ 5 Dec 2008 00:31:12 by poky

การทำหมันชาย

posted on 02 Dec 2008 08:45 by pongsiri116  in com

การทำหมันชาย(Male sterilization, vasectomy)

 

 

       

 

          การทำหมันชาย เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบถาวรสำหรับผู้ชาย ซึ่งไม่ต้องการมีบุตรอีก โดยการปิดกั้นท่อนำอสุจิ (vas deferens) ทำให้ตัวอสุจิที่สร้างในลูกอัณฑะ ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในน้ำอสุจิ (seminal ejaculated fluid) ซึ่งหลั่งออกมาได้ การทำหมันชายมีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันการตั้งครรภ์ โดยทั่วไปจะใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วยในช่วง 3 เดือนแรกหรือในการหลั่งน้ำอสุจิ 20 ครั้งแรกหลังการทำหมัน จะช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ให้เหลือร้อยละ0.1 ความล้มเหลวในการทำหมันชาย อาจเกิดได้จากความผิดพลาดในการผ่าตัด การต่อกันใหม่เองของท่อน้ำอสุจิ (recanalization of vas deferens) หรือการมีท่ออสุจิ 2 ชุดแต่กำเนิด (Congenital duptication of vas deferens) ซึ่งพบได้ยากมาก

ข้อดีของการทำหมันชาย

1. เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบถาวรที่มีประสิทธิภาพสูง

2. ทำได้ง่าย รวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย ค่าใช้จ่ายไม่สูง

3. เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายชาย ไม่เป็นภาระแก่ฝ่ายหญิง

4. ไม่มีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ บางครั้งอาจเพิ่มความสุขทางเพศ เพราะปราศจากความกังวลที่จะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น

5. ผู้รับบริการมีความสะดวก เพราะไม่ต้องมาคลินิกวางแผนครอบครัวบ่อย ๆ เพื่อรับยาหรืออุปกรณ์คุมกำเนิด ไม่มีการลืมใช้

ข้อเสียของการทำหมันชาย

1. ต้องอาศัยการผ่าตัดเล็ก ซึ่งจะต้องทำอย่างถูกต้อง โดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนมา

2. อาจมีอาการข้างเคียงจากการผ่าตัด

3. ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย ในการหลั่งน้ำอสุจิ 20 ครั้งแรก หรือใน 3 เดือนแรกหลังการทำหมันชาย

4. เป็นการคุมกำเนิดแบบถาวร การผ่าตัดต่อหมันทำได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูงและไม่ประสบผลสำเร็จในทุกราย

5. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งเชื้อ HIV ได้

 

วิธีการผ่าตัดหมันชาย

1. การผูกท่อนำอสุจิ เป็นวิธีที่ใช้มานานและแพร่หลายที่สุด ส่วนมากนิยมใช้ไหมละลายเช่น chromic catgut การตัดบางส่วนของท่อนำอสุจิ อาจจะทำหรือไม่ก็ได้ และมีการศึกษาพบว่าหากตัดส่วนของท่อนำอสุจิออกยาวกว่า 4 ซม. จะทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แต่ผลเสียคือทำให้การต่อหมันทำได้ยากขึ้น

2. การจี้ไฟฟ้า ทำโดยใช้หัวจี้ไฟฟ้าแบบ needle electrode สอดเข้าไปในปลายท่อนำอสุจิเพื่อทำลายเยื่อบุภายในท่อ

3. การใช้ clips อาจใช้ clips ที่ทำจากเงินหรือแทนทาลัม หนีบปลายท่อนำอสุจิซึ่งวิธีนี้ใช้กันน้อย

4. การเปิดปลายท่ออสุจิ หรือ open – ended vasectomy เป็นการเปิดปลายท่ออสุจิด้านอัณฑะไว้หลังจากตัดท่อ วิธีนี้สามารถลดการเกิด congestive epididymitis หลังผ่าตัดและเพิ่มความสำเร็จหากทำการต่อหมัน อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีโอกาสเกิดความล้มเหลวของการทำหมันสูงกว่าการปิดปลายท่ออสุจิทั้งสองด้าน

5. การทำหมันชายแบบเจาะ (no – scalpel vasectomy)วิธีการทำหมันชายแบบเจาะ ได้พัฒนาขึ้นในประเทศจีน และแพร่หลายมาในประเทศไทยโดยอาศัยเครื่องมือเฉพาะ ได้แก่ ring forceps และ dissecting forceps ปลายแหลม วิธีการทำหมันชายแบบนี้ จะใช้เครื่องมือเจาะผิวหนังเข้าไปหาท่อนำอสุจิ รูแผลที่เจาะมีความกว้างเพียง 3 – 5มิลลิเมตร ข้อดีของวิธีนี้คือใช้เวลาสั้น ไม่ต้องเย็บแผล และพบภาวะแทรกซ้อนน้อย โดยเฉพาะการติดเชื้อและการเกิดเลือดคั่ง

ภาวะแทรกซ้อนจากการทำหมันชาย

1. ถุงอัณฑะบวมและปวด แต่มักมีอาการไม่รุนแรง สามารถบรรเทาอาการโดยการประคบความเย็น การพยุงถุงอัณฑะ และให้ยาแก้ปวด

2. เลือดออกและเลือดคั่ง อาจเกิดได้หากเย็บแผลได้ไม่ดีพอ นอกจากนี้หากเลือดออกในชั้นลึกลงไป อาจเกิดเป็นก้อนเลือดในถุงอัณฑะได้ หากเป็นมากต้องรับไว้ในโรงพยาบาล เพื่อผ่าเอาก้อนเลือดออกและผูกเส้นเลือด

3. การติดเชื้อ ส่วนมากเป็นการติดเชื้อเล็กน้อยที่แผลผ่าตัด ส่วนการติดเชื้อรุนแรง พบได้น้อย ซึ่งรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะ

4. ความล้มเหลวในการทำหมันชาย อาจเกิดจากผู้ทำการผ่าตัดไม่มีความชำนาญทำการผูกและตัดส่วนอื่น ที่ไม่ใช่ท่อนำอสุจิหรือเกิดจากการที่มีท่อนำอสุจิ 2 ท่อในด้านเดียวกัน ซึ่งพบได้ยากมาก โดยทั่วไป หากทำการผ่าตัดได้ถูกต้อง จะไม่สามารถพบตัวอสุจิในน้ำอสุจิ  หลังการหลั่งน้ำอสุจิ  10 – 15 ครั้ง บางรายอาจตรวจพบตัวอสุจิได้นานถึง 1 ปี กรณีที่พบตัวอสุจิที่แข็งแรงอยู่ ควรแนะนำให้ทำหมันชายซ้ำ

5. sperm granuloma เกิดจากการรั่วของตัวอสุจิจากท่อนำอสุจิเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบ ๆ ทำให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบกลายเป็นก้อน บางรายอาจมีอาการปวด การรักษาโดยการผ่าตัดก้อนเนื้อออก

6. spontaneous recanalization เกิดจากมีทางเชื่อมต่อระหว่างปลายท่อนำอสุจิที่ถูกตัดออกจากกัน ทำให้ตัวอสุจิสามารถเดินทางจากลูกอัณฑะ ไปยังท่อปัสสาวะได้ ซึ่งภาวะนี้อาจพบได้น้อย

 การต่อหมันชาย

     การผ่าตัดเพื่อแก้การอุดตันของท่อนำอสุจิ เนื่องมากจากการทำหมันภายหลังการทำหมันเมื่อต้องการมีบุตรอีก ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุบุตรเสียชีวิต หรือมีภรรยาใหม่ เป็นต้น การต่อหมันชายให้ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับวิธีการทำหมัน ที่จะทำอันตรายต่อท่อนำอสุจิได้น้อยที่สุดวิธีการต่อหมันจะต้องประเมินผลการผ่าตัดที่ทำอยู่และผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ปัจจุบันได้แนะนำวิธี microsurgery technique ในการต่อหมันชาย พบโอกาสประสบความสำเร็จร้อยละ 70 – 79

edit @ 5 Dec 2008 00:36:10 by poky